โควิด-19 จะสิ้นสุดลงในปี 2022 จริงหรือ?

อ่านบทความบนเว็บไซต์ของ FBS

สองปีผ่านไปแล้วนับตั้งแต่เจอผู้ป่วยรายแรกที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา ผู้คนกว่า 275 ล้านคนได้ติดเชื้อไวรัสและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนกว่าห้าล้านคน สายพันธุ์ใหม่ๆยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แถมวัคซีนก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่เราต้องการเสมอไป นอกจากนี้ บริษัทต่างๆต่างก็พยายามทำให้ไวรัสอ่อนแอลงด้วยการใช้ยาในรูปแบบอื่นๆ เช่น ยาเม็ด ในบทความนี้ เราได้ศึกษาแนวทางหลักในการต่อสู้กับโควิด-19, ติดตามอัตราการฉีดวัคซีนทั่วโลก, และคาดการณ์โอกาสในการฟื้นตัวอย่างเต็มที่จากโรคระบาดของศตวรรษที่ 21

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนากำลังชะลอตัวลง

ว่ากันตามตรง คนส่วนใหญ่ในโลกไม่ได้เอาจริงเอาจังกับโควิดมากพอ หลายสิบประเทศกล่าวว่ามันเป็นแค่ไวรัสอีกประเภทที่คล้ายๆกับของไข้หวัดใหญ่ที่จะถูกกำจัดได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาคิดผิด ผลที่ตามมาของความไม่รับผิดชอบนี้ก็คือคลื่นการติดเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นหลายระลอก, ความสูญเสียทางเศรษฐกิจในระดับที่เหลือเชื่อ, และการหยุดชะงักของซัพพลายเชนทั่วโลก

สำหรับเรา ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดก็คือสหรัฐฯที่ตอบสนองช้าเกินไป นอกจากนี้ แต่ละรัฐในประเทศก็ยังมีแนวทางปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันอีก ซึ่งมันได้ส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเกิดความเสียหายทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม สหรัฐอเมริกาสูญเสียชีวิตผู้คนไปมากกว่า 800K คน และตอนนี้ก็มีท่าทีว่าจะสูญเสียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อได้พุ่งขึ้นเกือบถึง 7% และยังคงมีท่าทีว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากการได้มีการพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมหาศาล ในตอนนี้ สหรัฐอเมริกามีประชากรมากกว่า 61% ที่ได้รับการฉีดวัคซีน แต่ภูมิคุ้มกันหมู่ต้องการ 80%+ เพื่อให้ประชาชนมีภูมิต้านทานไวรัส อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของผู้คนก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่สำหรับเศรษฐกิจแล้วยังคงอีกไกล หนี้ของประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนสหรัฐฯจำเป็นต้องเพิ่มระดับการกระตุ้นทุกๆสองเดือนเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศผิดนัดชำระหนี้

อย่างไรก็ตาม ไวรัสโคโรนากำลังชะลอตัวลงในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก ซึ่งเห็นได้จากตัวเลข

{8B394834-DD96-4464-B782-D9D5A3CE07FE}.png

แม้ว่าคลื่นลูกที่สี่ของการติดเชื้อจะรุนแรงพอๆกับลูกที่สาม แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะสายพันธุ์โอไมครอนที่สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายกว่า แต่ก็มีอันตรายน้อยกว่า ซึ่งยืนยันเรื่องนี้ได้จากสถิติของจำนวนผู้เสียชีวิต

 {D33DCB5C-6F54-4140-B6ED-74CCE5A2BDD9}.png

กราฟจำนวนผู้เสียชีวิตรายวันไม่มีระลอกที่สี่ ซึ่งแตกต่างจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน และจำนวนผู้เสียชีวิตยังคงลดลงเรื่อยๆ, ช้าลง, แล้วค่อยๆคงที่ หากแนวโน้มนี้ไม่เปลี่ยนแปลงไป จุดสิ้นสุดของโควิด-19 ก็คงใกล้เข้ามาแล้ว

Moderna, Pfizer และบริษัทอื่นๆที่พากันตามหายาวิเศษ

ปัจจุบัน หลายบริษัทต่างก็กำลังต่อสู้กับไวรัส ซึ่งคุณก็รู้จักบริษัทเหล่านี้เป็นอย่างดี มาวิเคราะห์กันว่าเรามีอะไรที่จะสามารถเอาชนะโควิดได้

Moderna มีวัคซีนหนึ่งชนิด (mRNA-1273) โดยมีวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันสองวิธี วิธีแรก คุณต้องได้รับการฉีดสองเข็ม ซึ่งเข็มที่สองจะต้องห่างจากเข็มแรก 28 วัน สำหรับบางคน (ที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง) ควรได้รับการฉีดวัคซีนหลักเพิ่มเติม (เข็มที่สาม) อย่างน้อย 28 วันหลังจากเข็มที่สอง นอกจากนี้ ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีน Moderna ครบโดสไปแล้ว ควรได้รับการฉีดกระตุ้นอย่างน้อยหกเดือนหลังจากนั้น

mRNA-1273 มีประสิทธิภาพ 95% ในการต่อต้านเชื้อโควิด-19 แทบทุกสายพันธุ์ แต่พอสายพันธุ์โอไมครอนได้แพร่ระบาดออกมา เราก็จะโฟกัสไปที่สายพันธุ์ล่าสุดเนื่องมันถูกพิจารณาแล้วว่าเป็นสายพันธู์ที่คนติดกันได้ง่ายที่สุด การวิจัยของบริษัทได้แสดงให้เห็นว่าโดสที่สามของวัคซีน Moderna ได้ช่วยเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันสายพันธุ์โอไมครอน (เพิ่มขึ้น 32 เท่าเมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนสองเข็ม) นอกจากนี้ Moderna กำลังทดสอบวัคซีนรุ่นใหม่ที่จะช่วยจัดการกับสายพันธุ์โอไมครอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (mRNA-1273.529) บริษัทคาดว่าจะเริ่มนำมาทดลองใช้ในคนในช่วงต้นปี 2022

imgonline-com-ua-Resize-87nHAjuDGa.jpg

มาพูดกันถึงคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของ Moderna ซึ่งก็คือ Pfizer และ BioNTech พวกเขาเสนอให้ฉีดวัคซีนสองเข็มห่างกัน 21 วัน นอกจากนี้ ทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปสามารถเข้ารับการฉีดกระตุ้นได้อย่างน้อยหกเดือนหลังจากที่ฉีดครบสองโดสหลักของ Pfizer-BioNTech สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือผู้ใหญ่สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ยี่ห้อใดก็ได้ที่ได้รับอนุญาตในสหรัฐอเมริกาสำหรับการฉีดกระตุ้น ไม่ใช่แค่ของ Pfizer เท่านั้น การศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่ามันมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์โอไมครอนเพิ่มขึ้น 25 เท่า เมื่อเทียบกับการฉีดเพียงสองเข็ม ส่วน Moderna ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามการมีการป้องกันย่อมดีกว่าการไม่มีการป้องกันใดๆเลย  

แต่ Pfizer ยังมีไพ่เด็ดอยู่ในมือ ซึ่งก็คือยาเม็ดต้านไวรัส Pfizer กล่าวว่ายาเม็ดต้านไวรัสโควิด-19 ของตนมีประสิทธิภาพเกือบ 90% ในการป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งข้อมูลในห้องปฏิบัติการล่าสุดบ่งชี้ว่ายายังคงประสิทธิภาพในการต้านไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วนี้ได้

imgonline-com-ua-Resize-3ttahbINj0hQ.jpg

Merck บริษัทยารายใหญ่อีกเจ้าก็มียาดีเช่นกัน แต่ยาเม็ดของ Merck จะช่วยลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยที่รุนแรง, การเข้ารักษาในโรงพยาบาล, และการเสียชีวิตได้เพียง 30% เท่านั้น ผลลัพธ์ดังกล่าวยังคงห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ แย่หน่อยที่ความเป็นไปได้ในการปล่อยออกสู่ตลาดก็จะเป็นหลังคริสต์มาส ซึ่งช้ากว่าที่ Merck คาดหวังไว้ แต่มาช้าก็ยังดีกว่าไม่มานะ!

หากได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แพทย์อาจสั่งให้ผู้ป่วยกลับไปรักษาตัวเองที่บ้านและไปรับยาได้ที่ร้านขายยาในท้องถิ่นเพื่อลดความเสี่ยงของการป่วยป่วยหนัก แน่นอน ยาเม็ดดังกล่าว (และวัคซีนรุ่นใหม่ๆ) ก็ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นอย่างเหลือเชื่อ แต่มันต้องใช้เวลานานแค่ไหนกันกว่าที่โลกจะพัฒนาภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นมาได้? และที่สำคัญกว่านั้น โควิดจะสิ้นสุดลงในปี 2022 จริงหรือ?

วันที่โควิดจะสิ้นสุดลง

มาว่ากันตามตรงอีกครั้ง และดูอัตราการฉีดวัคซีนทั่วโลก อันดับแรก เราต้องให้ประชากรอย่างน้อย 80% ของโลกได้รับภูมิต้านทานโควิด นอกจากนี้ ความท้าทายกลับเพิ่มขึ้นอีกด้วยสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นทุกๆหกเดือน แต่เราก็รู้แล้วว่าต้องทำอย่างไรกับพวกมัน

imgonline-com-ua-Resize-3l4pUH6lO499t.jpg

57% ของประชากรโลกได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างน้อยหนึ่งโดส วัคซีนจำนวน 8.78 พันล้านโดสถูกจ่ายออกไปทั่วโลก และขณะนี้ประมาณ 36.07 ล้านโดสก็ถูกบริหารจัดการในแต่ละวัน ในอีกไม่กี่สัปดาห์ ประการ 57% ที่ว่านั้นก็จะได้รับเข็มที่สองและมีภูมิต้านทานต่อโควิดไม่มากก็น้อย สำหรับตอนนี้ ผู้คนจำนวน 3.63 พันล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 47% ของประชากรโลก

imgonline-com-ua-Resize-AnKDUFRBjb47lu.jpg

ทั่วแอฟริกานั้นมีอัตราการฉีดวัคซีนที่แย่ที่สุด ส่วนทวีปอื่นๆต่างก็มีภูมิคุ้มกันหมู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมาก ดังนั้น เราสามารถพูด (แบบระมัดระวัง) ได้ว่าวันที่เลวร้ายที่สุดของยุคโควิดได้ผ่านไปแล้ว ไวรัสอาจกลายเป็นเหมือนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซึ่งมันก็ยังคงเป็นการติดเชื้อที่อันตราย แต่ก็ควบคุมได้มากขึ้นและมีอันตรายน้อยกว่า แต่ก็อย่าลืมว่าแม้แต่ไข้หวัดใหญ่ก็สามารถทำให้เราประหลาดใจได้เป็นครั้งคราว ตัวอย่างเช่น "ไข้หวัดหมู" ในปี 2009 ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวน 491 ล้านราย และเสียชีวิตมากกว่า 284 000 ราย

ไอเดียการลงทุนสำหรับปี 2022

เมื่อพิจารณาสิ่งที่เราได้กล่าวถึงข้างต้นแล้ว คุณจะได้ไอเดีย: อีกไม่นานวัคซีนก็จะมีความจำเป็นน้อยลง เว้นแต่ว่าบริษัทต่างๆจะไม่ผลิตยาเพื่อต่อสู้กับโควิด สำหรับ Moderna ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากบริษัทมีผลิตภัณฑ์ไม่กี่ตัวในตลาด และรายได้ก็ขึ้นอยู่กับ mRNA-1273 ซึ่งรายได้ที่ลดลงก็หมายถึงราคาของหุ้นก็จะปรับตัวร่วงลงตาม ดังนั้นในระยะยาว ราคาหุ้นของ Moderna จึงมีแนวโน้มลดลง

กราฟรายวันของ Moderna

แนวต้าน: 380.0; 455.0; 515.0

แนวรับ: 265.0; 230.0; 190.0

MRNADaily.png

ส่วน Prizer นั้นตัวเลขจะเป็นไปในเชิงบวกมากกว่า บริษัทมียาที่มีประสิทธิภาพสูงที่จะออกสู่ตลาดในช่วงต้นปี นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆอีกมากที่จะช่วยรักษาระดับรายได้ให้ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยการวิเคราะห์ทางเทคนิค ราคาหุ้นได้ทำลายกรอบการซื้อขายขนาดใหญ่ในรอบ 9 ปีไปแล้ว

PFIZERWeekly.png

หลังจากการกลับมาทดสอบอันเนื่องมาจากการเกิดไดเวอร์เจนซ์ของ RSI ทั้งรายสัปดาห์และรายวัน เราคาดว่าราคาหุ้น Pfizer จะแตะที่ระดับ $66 ต่อหุ้น แถมมีแนวโน้มว่าจะปรับตัวสูงขึ้นอีกถึง $75 ภายในสิ้นปี 2022 อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถคาดการณ์ข่าวสุ่มๆได้ ดังนั้นควรระมัดระวังและคอยดูปฏิกิริยาต่อระดับ $46.5 และ $42

กราฟรายวันของ Pfizer

แนวต้าน: 66.0; 75.0

แนวรับ: 55.0; 52.0; 46.5; 42.0; 38.0

 PFIZERDaily.png

ลงชื่อเข้าใช้

FBS Analyst Team

แบ่งปันกับเพื่อน:

คล้ายกัน

ข่าวล่าสุด

เปิดทันที

FBS เก็บรักษาข้อมูลของคุณไว้เพื่อใช้งานเว็บไซต์นี้ เมื่อกดปุ่ม "ยอมรับ" ถือว่าคุณยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว ของเรา